ไขข้อสงสัย: หากสมองเสียหาย เราเสี่ยงอะไรบ้าง? ‍

โรคหลอดเลือดสมองหนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดอัมพาต แต่สามารถป้องกันได้ หากเรารับมือและดูแลผู้ป่วยอย่างทันท่วงทีและถูกวิธี

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นภัยเงียบอันดับ 2 ที่คร่าชีวิตคนไทย เป็นรองแค่เพียงโรคมะเร็งเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่แค่กับผู้สูงอายุอย่างที่เข้าใจกัน 

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดในสมองเกิดการตีบ ตัน หรือว่าแตก อย่างเฉียบพลัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองในบริเวณนั้นหยุดชะงักลง และเป็นผลให้เนื้อสมองถูกทำลายจากภาวะขาดออกซิเจนและสารอาหาร

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง ที่นี่

ลองทำแบบทดสอบประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ที่นี่

โดยสมองแต่ละส่วน ก็ทำหน้าที่ในการดูแลการทำงานของร่างกายที่แตกต่างกันออกไป เป็นเหตุให้ อาการของผู้ป่วยโรคสมองอาจรุนแรง และแตกต่างกันออกไป อย่างเช่น:

เกิดความเสียหายที่สมองซีกซ้าย:

  • ร่ายกายฝั่งขวาเป็นอัมพาต
  • มีปัญหาการสื่อสาร การพูด และการเข้าใจ
  • มีปัญหาในการกลืนอาหาร
  • สูญเสียการจัดการ ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง
  • สูญเสียการมองเห็น ภาพซีกขวาของตาทั้งสองข้าง

เกิดความเสียหายที่สมองซีกขวา:

  • ร่ายกายฝั่งซ้ายเป็นอัมพาต
  • สูญเสียความสามารถในการประเมินขนาด และประมาณระยะทาง
  • สูญเสียการมองเห็น ภาพซีกซ้ายของตาทั้งสองข้าง

ซึ่งไม่ว่าจะเกิดความเสียหายกับเนื้อสมองส่วนไหน อาการก็ล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตระยะยาวทั้งสิ้น ดังนั้น เพื่อลดความรุนแรงของอาการที่อาจเกิดขึ้น ตลอดจนเพื่อลดโอกาสการเสียชีวิต เราจึงควรสังเกตอาการตัวเองและรู้ทันอาการของโรค หากเราหรือคนรู้จักมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

BEFAST: สังเกตอาการ รู้ก่อน ถึงมือแพทย์ก่อน โอกาสรอดชีวิตสูงกว่า

B – BALANCE: สูญเสียการทรงตัว 

E – EYE: มองเห็นภาพซ้อน ภาพเบลอ หรือสูญเสียการมองเห็น 

F – FACE: ใบหน้าอ่อนแรง มีอาการชา หรือปากเบี้ยว 

A – ARM: แขนขาอ่อนแรง หรือมีอาการชาครึ่งซีก 

S – SPEECH: พูดไม่ชัด พูดลำบาก พูดไม่ได้ หรือพูดไม่เข้าใจ 

T – TIME: เวลา หากมีอาการดังกล่าวช้างต้น ควรมา โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

เมื่อถึงโรงพยาบาล ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตันจะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร?

ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที เพื่อเป็นการลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งวิธีการรักษาอาจแตกต่างกันออกไป ตามอาการ และข้อบ่งชี้ในการรักษา ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ ยกตัวอย่างเช่น การใช้ยาละลายลิ่ม การสวนหลอดเลือดเพื่อไปลากก้อนเลือดที่อุดตัน การใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด และการผ่าตัด เป็นต้น 

หลังจากที่ผู้ป่วยปลอดภัยจากโรคหลอดเลือดสมอง ควรเข้ารับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายและสมองสามารถฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด อีกทั้งยังเพื่อเป็นการเลี่ยงการ “ติดเตียง” ซึ่งเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการฟื้นฟูร่างกาย ด้านไหนบ้าง?

การฟื้นฟูร่างกายที่มีคุณภาพ เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างคนไข้ ผู้ดูแล และบุคลากรทางการแพทย์ผู้ให้การดูแล เพื่อศักยภาพสูงสุดในการกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด โดยนอกเหนือจากการฟื้นฟูร่างกายด้วยการฝึกความแข็งแรง การฝึกการทรงตัว การฝึกเดิน หรือการฝึกลุกยืน อย่างที่เราเข้าใจกันแล้ว ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนทักษะการใช้งานต่าง ๆ จากศักยภาพที่คงอยู่ ให้สอดรับกับกิจวัตรประจำวัน ควบคู่กับการฟื้นฟูด้านจิตใจในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย:

  • กายภาพบำบัด: ฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ ฝึกทักษะการใช้งานของรยางค์ ทักษะการเคลื่อนไหว การทรงตัว
  • กิจกรรมบำบัด: ฝึกการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อมัดเล็ก ฝึกทักษะการใช้งานกล้ามเนื้อมือ ฝึกกลืน ฝึกการขับถ่ายและการใช้ห้องน้ำ
  • อรรถบำบัด:  ฝึกการพูด การออกเสียง และการหายใจ
  • ฟื้นฟูกระบวนการรับรู้ ความคิด และความจำ
  • ฟื้นฟูภาวะซึมเศร้า และเยียวยาสภาพจิตใจ

ทั้งนี้ กระบวนการฟื้นฟู อาจมากหรือน้อย แตกต่างกันออกไปตามความจำเป็นในการฟื้นฟู และความสามารถทางด้านร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย ตามดุลยพินิจของแพทย์และนักบำบัด

การฟื้นฟูแบบฉบับ PNKG Recovery Center and Elder Care

ศูนย์ฟื้นฟูของเรา มุ่งเน้นให้การฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยควบคู่ไปกับการดูแลทางด้านจิตใจ โดยใช้กระบวนการฟื้นฟูที่มีชื่อว่า ไคโก-โดะ (Kaigo-Do) ซึ่งเป็นศาสตร์การฟื้นฟูกายภาพตามแบบฉบับญี่ปุ่น ที่เน้นส่งเสริมให้ผู้ป่วยเห็นคุณค่าของการมีชีวิต และเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเองเป็นหลัก โดยมีผู้ดูแล (Caregiver) คอยสังเกตุอย่างใกล้ชิด และจะให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยเฉพาะสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทำเองได้เท่านั้น

โปรแกรมการฟื้นฟูที่ศูนย์ PNKG Recovery Center and Elder Care ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับปัญหาและความต้องการของผู้เข้ารับการแต่ละรายด้วยการออกแบบรายบุคคลอย่างเป็นองค์รวม ภายใต้การดูแลของทีมบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล นักบำบัด นักโภชนาการ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งครอบครัวและผู้ดูแลผู้ป่วยให้เป็นส่วนหนึ่งของทีมการรักษา เพื่อให้เกิดประสิทธิผลทั้งทางร่างกาย และจิตใจต่อผู้เข้ารับการรักษาสูงสุด

ติดต่อเราเพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการฟื้นฟูทางกายภาพได้ ที่นี่

Latest News
Article
ภาวะกลืนลำบาก (Dyphagia)

ภาวะที่อาจนำไปสู่ปัญหาคุณภาพชีวิตในระยะยาว การฝึกกลืนกับนักกิจกรรมบำบัดช่วยได้

Article
กายภาพบำบัดด้วยแผนฟื้นฟูเฉพาะบุคคล (Personalised Care Plan)

เพราะว่าการฟื้นฟูไม่มีสูตรสำเร็จ ผู้ป่วยแต่ละคนจึงต้องมีแผนการฟื้นฟูเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

Article
Motor Learning Theory

เทคนิกการฟื้นฟูที่ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ ด้วยการสร้างความเคยชิน